วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

กลุ่มดาวคันชั่ง (Libra)

กลุ่มดาวที่ 7 กลุ่มดาวคันชั่ง (Libra)


ราศี ตุลย์ (ดุลย์)

สัญลักษณ์ คันชั่ง
หลักการสังเกต มีรูปคล้าย ๆ สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน อยู่ทาง อยู่ในซีกฟ้าด้านใต้และทิศตะวันตกของกลุ่มดาวแมงป่อง




ประกอบด้วยดาวฤกษ์ริบหรี่จำนวน 6 ดวง เรียงกันเป็นรูปว่าวปักเป้ามีหางงอ ๆ ดวงสว่างที่สุดคือ ดวงที่ 1 ซึ่งมีชื่อที่น่าสนใจเป็นภาษาอาหรับว่า ซูเบนเอสซามาลี (Zubeneschamali) แปลว่า ก้ามแมงป่องที่อยู่ทางทิศเหนือ สว่างรองลงมาก็คือ ดวงที่ 2 มีชื่อว่า ซูเบนเอลเกนูบิ (Zubenelgenubi) แปลว่า ก้ามแมงป่องที่อยู่ทางทิศใต้ เป็นดาวคู่ที่เห็นแยกเป็น 2 ดวงได้เมื่อส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตา

เดือนที่เห็น กลุ่มดาวคันชั่งนานตลอดคืนคือเดือนพฤษภาคม โดยอยู่ บนท้องฟ้าประเทศไทยประมาณ 9 ชั่วโมงครึ่ง

                   ในสมัย 2,000 ปีก่อน นักดาราศาสตร์ถือว่า ดวงอาทิตย์ปรากฏโคจรเข้ามาอยู่ในกลุ่มดาวราศีตุลย์ ในวันที่ 23 กันยายน ซึ่งในวันนี้กลางวันกับกลางคืนเท่ากันพอดี และดวงอาทิตย์ขึ้นที่จุดทิศตะวันออก ตกที่จุดทิศตะวันตก โคจรผ่านกลางท้องฟ้าพอดี กลุ่มดาวนี้จึงแทนความ เสมอภาคแห่งท้องฟ้า ในปัจจุบันนี้ ดวงอาทิตย์จะปรากฏโคจร เข้ามาใน กลุ่มดาวราศีตุลย์ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้เนื่องจากการส่ายของโลก ดังได้ อธิบายไว้แล้ว แต่การเกิดกลางวันกลางคืนเท่ากันก็ยังคงเป็นวันที่ 23 กันยายน ตามเดิม ชาวฮีบรูสมัยโบราณ และพวกอริยกะในมัธยมประเทศ (ตอนกลางของประเทศ อินเดีย) เรียกกลุ่มดาวราศีตุลย์แทนความเสมอภาคแห่งท้องฟ้าหรือสรรค์



ตำนานกรีก

                  คันชั่งเป็นเครื่องมือที่เทพธิดาแห่งความยุติธรรม หรือเทพีแอสเตรียใช้วัดความเที่ยงธรรมในโลกมนุษย์ กลุ่มดาวราศีตุลย์แตกต่างจากดาวในจักรราศีต่างๆ เนื่องจากคันชั่งเป็นของใช้ ไม่มีชีวิต ในขณะที่สัญลักษณ์ของกลุ่มดาวจักรราศีอื่นๆ เป็นสิ่งมีชีวิต อีกทั้งกลุ่มดาวคันชั่งยังเป็นกลุ่มดาวที่ไม่โดดเด่น เนื่องจากไม่สว่างมากนัก


<<กลุ่มดาวหญิงพรหมจารี 

กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini)

กลุ่มดาวที่ 3 กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini)


ราศี เมถุน 
สัญลักษณ์ พี่น้องฝาแฝดแคสเตอร์และพอลลักซ์ในเทพปกรณัมกรีกและโรมัน 
หลักการสังเกต เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่อยู่ทางเหนือสุด เหนือกลุ่มดาวนายพรานใหญ่ขึ้นมาทาง ทิศตะวันออกของกลุ่มดาวสารถี อยู่ถัดกลุ่มดาววัวไปทางทิศตะวันออก ดาวกลุ่มนี้มีดวงดาวสว่างสุกใส 2 ดวง เป็นสังเกต คือ ดาว Pollux และ Castor ดาว 2 ดวงนี้ เป็นจุด สะดุดตาหาได้ง่าย




วันที่เห็น เมื่อเวลา 3 ทุ่มในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ของทุกปี อยู่ กลางท้องฟ้า
ประกอบด้วยดาวฤกษ์ อย่างน้อย 8 ดวง เรียงเป็นรูปคนคู่หรือฝาแฝด ซึ่งมีดาวสว่างมาก 2 ดวง อยู่บริเวณศีรษะของคนทั้งสอง ดาวดวงที่ 1, 2, 3, 4 ประกอบกันเป็นฝาแฝดที่ชื่อ พอลลักซ์ ส่วนดวงที่ 5, 6, 7, 8 เป็นฝาแฝดชื่อ คาสเตอร์ ดวงที่ 1 และ 2 เป็นเท้าของพอลลักซ์ ดวงที่ 7, 8 เป็นเท้าของ คาสเตอร์ ชื่อดวงที่ 5 คือ คาสเตอร์ และดวงที่ 4 คือ พอลลักซ์

              ดาวฤกษ์พอลลักซ์และแคสเตอร์สูงประมาณ 20 องศา และอยู่ห่างกันประมาณ 5 องศานี้ คนโบราณโดยทั่วไปถือว่าเป็นดาวคู่แฝด คือชาวอาหรับเห็นเป็นนกยูง 2 ตัว ชาวอียิปต์เห็นเป็นต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น ชาวฮินดูเห็นเป็นเทพเจ้า 2องค์


ตำนานกรีก 

              เป็นกลุ่มดาวรูปคนคู่หรือฝาแฝด โดยทั้งสองมีชื่อว่าคาสเตอร์และพอลลักซ์ ตำนานเล่าว่าทั้งสองคนก่อเหตุทะเลาะวิวาทเนื่องจากเมาสุราจนคาสเตอร์ตายพอลลักซ์เสียใจมากจึงอ้อนวอนเทพเจ้าให้แบ่งชีวิตของตนให้กับคาสเตอร์ จากนั้นทั้งสองจึงต้องอยู่บนสวรรค์1วันสลับอยู่ในดินแดนแห่งความตาย1วัน ต่อมาเทพซุสเห็นในมิตรภาพและความรักจึงสร้างกลุ่มดาวเมถุนขึ้นมา



นิทาน เรื่อง “กลุ่มดาวคนคู่”

               ในกลุ่มดาวคนคู่มีดาวสว่างอยู่สองดวงครับ นั่นคือ พอลลักซ์ (Pollux) กับ คาสเตอร์ (Caster)  ตามตำนานกรีกกล่าวไว้ว่า พอลลักซ์กับคาสเตอร์นี้เป็นพี่น้องฝาแฝด  ทั้งสองเป็นลูกของเทพซูส กับนางเลดา (Leda) จริงๆแล้วนางเลดามีสามีชื่อว่า ทินดาเรอุส (Tyndareus) แต่ว่าอยู่ๆวันหนึ่งนางเกิดครึ้มอกครึ้มใจ แปลงกายเป็นหงส์ลงเล่นน้ำอยู่กลางทะเลสาบ เทพซูสซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางเกิดผ่านมาเห็นเข้า ก็เกิดปิ๊งนางขึ้นมา อยากจะได้นางมาเป็นเมีย  เลยแปลงกายไปเป็นหงส์ตัวผู้  แล้วใช้หน้าตาเป็นอาวุธ หลอกล่อนางมาได้เสียกันจนได้  และลูกที่เกิดออกมาก็เป็นคู่แฝดทั้งสองนี่เอง


                        นอกจากทั้งพอลลักซ์และคาสเตอร์จะมีหน้าตาเหมือนกันแล้ว  ยังเก่งเหมือนกันอีกด้วย  แถมรักกันดีอีกต่างหาก  พอลลักซ์นั้นเป็นนักมวยแชมป์โลก และนักต่อสู้ผู้เก่งกาจ  เก่งกว่ามิสเตอร์ซาตานของญี่ปุ่นซะอีก  ส่วนคาสเตอร์นั้นเป็นนักควบม้าตัวยง  ทั้งสองร่วมกันต่อสู้ด้วยกันหลายต่อหลายครั้ง  จนชื่อเสียงดังก้องโลก  แต่ชีวิตไม่ราบเรียบตลอดไปหรอกครับ เพราะเมื่อคราวจะเลือกคู่ครอง แฝดสองพี่น้องก็ดันโดนลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง นามว่า อิดาส ( Idas ) และ ลินเซียส ( Lynceus ) แย่งเจ้าสาวไป  แถมหลังจากนั้นไม่นานก็โดนสองคนนี้โกงสมบัติที่ไปบุกยึดมาได้อีก  พอลลักซ์และคาสเตอร์ไม่พอใจมากที่โดนเอาเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว  เลยบุกไปแก้แค้น หมายจะกำจัดเจ้าลูกพี่ลูกน้องสองคนนั้น  แต่ว่าคาสเตอร์กลับพลาดท่าถูกฆ่าตาย  พอลลักซ์ก็เช่นกับ เกือบจะถูกฆ่าตายแล้ว เทพซูสมาช่วยไว้ได้ทัน พอลลักซ์นั้นจริงๆแล้วเป็นลูกของเทพซูส  จึงมีชีวิตเป็นอมตะ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ  แต่เขากลับอยากตายไปอยู่กับพี่ชายมากกว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว  เทพซูสเห็นใจจึงนำทั้งสองพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ขึ้นไปเป็นดวงดาวบนท้องฟ้า  กลายเป็นกลุ่มดาวคนคู่มาจนถึงทุกวันนี้


<<กลุ่มดาววัว 

กลุ่มดาววัว (Taurus)

ดาวกลุ่มที่2 กลุ่มดาววัว (Taurus)


ราศี พฤษภ 
สัญลักษณ์ วัว
รูปร่าง คล้ายอักษร ภาษาอังกฤษ ตัว V คนไทย โดยทั่วไปเห็นกลุ่มดาวนี้เป็น กลุ่มดาวธง
หลักการสังเกต ดูกลุ่มดาวนี้ง่าย ๆ กลุ่มดาววัวเป็นกลุ่มดาวที่สะดุดตาเห็นครั้งเดียวจำได้ตลอดไป คือ ดูจากกลุ่มดาวลูกไก่ ซึ่งเป็นกระจุกดาวที่ สวยงามที่สุดในท้องฟ้า กลุ่มดาวลูกไก่อยู่บนหนอกข้างขวาของวัว ฉะนั้นพอเห็น กลุ่มดาวลูกไก่ มองไปทางทิศตะวันออกจะเห็นดาวธงรูปสามเหลี่ยม มีดาวสีแดงสดใสชื่อ แอนดีบาแรน (Aldebarm) อยู่ตรงยอดธงเป็นที่สังเกต




วันที่เห็น ระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม ถึง 21 มิถุนายนจะไม่สามารถมองเห็นกลุ่มดาว และกลุ่มดาววัวเป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ดวงอาทิตย์ใช้เวลาผ่านนานเป็นที่ 2 รองจากกลุ่มดาวหญิงพรหมจารี
ประกอบด้วยมีดาวฤกษ์ทั้งหมดอย่างน้อย 9 ดวงดังนี้  
มีดาว 5 ดวงอยู่ตรงหน้าวัว 2 ดวงอยู่ที่ปลายเขา ดวงหนึ่งอยู่ที่โหนก (ดาวลูกไก่ ซึ่งมีหลายดวง แต่นับดวงสว่างดวงเดียว คือ เอตาวัว) ดวงหนึ่งอยู่ที่หน้าอกของวัว นอกจากนี้กลุ่มดาววัว ประกอบด้วยดาวและกระจุกดาวฤกษ์ที่สำคัญดังนี้  ดาวอัลเดบารอน (Aldebaran) ดาวเอลแนต(Elnath)  ดาวเซต้าวัวTaurusดาวอัลซีโอเน (Alcyone) กระจุกดาวลูกไก่ พลิอะดีส (Pleiades) และ กระจุกดาวไฮแอดส์ (Hyades)



ตำนานกรีก
             เล่าว่า เทพซุสหลงรักสาวงามนามยูโรปาซึ่งเป็นคนที่ชื่นชอบวัวมาก พระองค์จึงแปลงกายเป็นวัวสีขาวราวหิมะเพื่อมาลักพาตัวนางโดยหลอกล่อให้นางขึ้นขี่หลัง จากนั้นจึงออกวิ่งข้ามน้ำข้ามทะเลโดยไม่ยอมให้นางลงจากหลัง ซึ่งกลุ่มดาวราศีพฤกษภคือรูปร่างของซุสยามแปลงกลายเป็นวัวซึ่งซุสสร้างไว้เป็นที่ระลึกนั่นเอง

วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

กลุ่มดาวหญิงพรหมจารี (Virgo)

กลุ่มดาวที่ 6 กลุ่มดาวหญิงพรหมจารี (Virgo)

ราศี กันย์
สัญลักษณ์ หญิงพรหมจรรย์ 
วิธีสังเกต เป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่มีส่วนหนึ่งอยู่ในซีกฟ้าด้านเหนือ และอีกส่วนหนึ่งอยู่ในซีกฟ้าด้านใต้ กลุ่มดาวนี้อยู่ระหว่างกลุ่มดาวสิงโตกับกลุ่มดาวคันชั่ง มีดาวฤกษ์ที่สว่าง สุกใสอันดับที่ 16 ในท้องฟ้า ชื่อ สไปกา (Spica) ซึ่งแปลว่ารวงข้าว




วันที่เห็น ระหว่างวันที่ 17 กันยายนถึง 1 พฤศจิกายน รวม 46วัน จะไม่สามารถเห็นกลุ่มดาวเพราะมีดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่าน จึงถือเป็นกลุ่มดาวจักรราศีที่ดวงอาทิตย์ใช้เวลาเดินผ่านนานที่สุด
ประกอบด้วยดาวฤกษ์อย่างน้อย 11 ดวง เรียงเป็นรูปผู้หญิงสาว มือซ้ายถือรวงข้าวพอดี ดาวดวงที่สว่างที่สุดในกลุ่ม มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า แอลฟา-หญิงพรหมจารี เขียนย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า -Vir ในรูปคือดาวดวงที่ 1 ส่วนดวงที่ 4, 5, 6 ประกอบกันเป็นบริเวณหน้าอกของหญิงสาวซึ่งมีศรีษะอยู่เหนือดวงที่ 2 เท้าของหญิงสาวอยู่ถัดไปทางดวงที่ 8 ระยะห่างเชิงมุมจากดวงที่ 2 ถึงดวงที่ 8 ประมาณ 40 องศา
                  ดาวกลุ่มนี้มีดาวสำคัญ เกี่ยวกับวิชา ดาราศาสตร์อยู่อย่างหนึ่งคือ จุดตัดของ เส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า และเส้นอีคลิพดิคจุดที่ 2 ซึ่งเรียกว่า Autumnal Equinox  (บางท่านเรียกวันสารทวิษุวัต แปลว่า วันที่ดวงอาทิตย์ ยกเข้าสู่ราศีตุลย์ )



ตำนาน/นิทานกรีก

             หญิงสาวพรหมจารีย์คือ เทพธิดาแอสเตรีย ซึ่งเป็นธิดาของซูสเทพบดีและเทมิส เธอลงมาจากสวรรค์พร้อมน้องสาวชื่อว่า พูดิซิเตรีย ทั้งคู่ถือพรหมจรรย์ ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ แอสเตรียเป็นเทพธิดาแห่งความยุติธรรม ไม่เคยทำให้ผู้ใดหรือสัตว์โลกใด ๆ เลือดตกยางออก เธอปรารถนาที่จะให้โลกร่มเย็น ไม่เบียดเบียนกันและกัน แต่เหตุการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม มนุษย์รบราฆ่าฟันกัน ขโมยข้าวของกันและกัน คนจนถูกกดขี่ข่มเหง เธอทนไม่ได้จึงหนีเข้าไปอยู่ในป่าเขา มีผู้คนจำนวนหนึ่งติดตามเธอไป ส่วนเทพธิดาผู้ เป็นน้องสาวทนไม่ไหวจึงขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ แอสเตรียเชื่อว่าความยุติธรรมจะยังคงมีอยู่ในโลก แต่ในที่สุดเธอก็จำเป็นต้องหนีไปอยู่ บนสวรรค์ เมื่อมีอาชญากรรมเพิ่มขึ้น ความยุติธรรมหายไปจากโลกเหลือแต่ความผิดหวังต่าง ๆ แอสเตรียขึ้นไปอยู่บนฟ้าในฐานะ หญิงพรหมจารี ซึ่งเธอจะปรากฏให้เห็นเฉพาะคนที่รักและใฝ่หาสันติภาพกับความยุติธรรมเท่านั้น เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ เธอจึงบด รวงข้าวแล้วหว่านเมล็ดข้าวไปรอบฟ้า กลายเป็นทางช้างเผือก ซึ่งมีแต่ความสวยงามร่มเย็น และสันติสุข


<<กลุ่มดาวสิงโต 

กลุ่มดาวสิงโต (Leo)

กลุ่มดาวที่ 5 กลุ่มดาวสิงโต (Leo)


ราศี สิงห์
สัญลักษณ์ สิงโต
วิธีสังเกต อยู่ในซีกฟ้าด้านเหนือ เป็นกลุ่มดาวที่คนรู้จักดีที่สุดและสะดุดตาที่สุดอีกกลุ่มหนึ่ง




วันที่เห็น เมื่อเวลา 3 ทุ่ม (21.00 น.) ในวันที่ 10 พฤษภาคม ของทุกปีจะอยู่กลางท้องฟ้าตรงศีรษะ และระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม ถึง 17 กันยายน รวม 38 วัน คิดเป็นระยะทางเชิงมุม 34 องศา จะไม่เห็นดาวกลุ่มนี้
ประกอบด้วยดาวฤกษ์อย่างน้อย 9 ดวง เรียงเป็นรูปสิงโตหมอบ ระยะจากดวงที่1 ถึงดวงที่ 2 ประมาณ 25 องศา จาก 1 ถึง 8 ประมาณ 15 องศา
            
เป็นกลุ่มดาวที่เก่าแก่ที่สุดตามที่ได้มีการบันทึกมา ดาวกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับ ดวงอาทิตย์อย่างใกล้ชิด นับแต่แรกเกิดระบบสุริยะ ฉะนั้นทางโหราศาสตร์ เขาจึงกำหนดให้ดวงอาทิตย์เป็นเจ้าของราศีสิงห์นี้ กลุ่มดาวสิงโต เป็นกลุ่มดาวที่บอกฤดูกาลได้เมื่อจะเริ่มหน้าร้อนของฝรั่ง คือ ปลายเดือนมิถุนายน กลุ่มดาวสิงโตจะอย่างท้องฟ้าตั้งแต่เริ่มมืด กลุ่มดาวสิงโต ชาวอียิปต์โบราณบูชาดาวกลุ่มนี้เพราะอุทกภัยจากแม่น้ำไนล์ เกิดขึ้นเมื่อ ดวงอาทิตย์เข้ามาอยู่ในกลุ่มดาวราศีนี้ บางท่านจึงสันนิษฐานว่า ตัวสฟิงส์ (Sphing) ของอียิปต์ส่วนหัวคือหญิงพรหมจารี (ราศีกันย์) ส่วนตัวคือสิงโต (ราศีสิงห์)





ตำนานกรีก    

              เป็นสิงโตตัวใหญ่ นิสัยดุร้ายชอบกินผู้คนเป็นอาหาร อีกทั้งมีผิวกายแข็งแกร่งฟันแทงไม่เข้า พระราชาจึงสั่งให้เฮอร์คิวลิสมาปราบ ซึ่งเขาได้บีบคอมันจนตาย จากนั้นจึงถลกหนังมาทำเป็นเกราะคุ้มกัน เทพีเฮร่าให้สิงโตตัวนี้ขึ้นไปเป็นหมู่ดาวบนฟากฟ้าเนื่องจากชอบใจที่มันสร้างอุปสรรคให้แก่เฮอร์คิวลิส




นิทาน เรื่อง “กลุ่มดาวสิงโต”


          สิงโต เป็นราชาหรือเจ้าแห่งสัตว์ป่าของโลก ออกล่าเหยื่อรบกวนชาวบ้าน จึงถูกฆ่าโดยเฮอร์คิวลิส (Hercules) แต่เนื่องจากสิงโตตัวนี้ มีหนังหนาและเหนียว ฟันแทงไม่เข้า จึงถูกเฮอร์คิวลิสฆ่า โดยล็อคคอด้วยมือเปล่า (Headlock) จากนั้นเฮอร์คิวลิสก็ถลกหนัง โดยใช้เล็บของสิงโตเอง จากนั้น ก็เอาหนังมาทำเครื่องแต่งกาย และเกราะ ทำให้เฮอร์คิวลิสดูน่าเกรงขาม จากนั้น Selene เทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ได้นำสิงโตขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักรราศี โดยที่สิงโตจะวิ่งหนีเฮอร์คิวลิสตลอดเวลา โดยสิงโตจะอยู่สูงสุดบนฟ้า ในขณะ ที่เฮอร์คิวลิสขึ้นทางทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อเฮอร์คิวลิสขึ้นไป สูงสุดสิงโตจะลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เฮอร์คิวลิสจึงไม่มีทางไล่ สิงโตทัน


<<กลุ่มดาวปู